ขั้นตอนการทำใบอนุญาตขับขี่ มีอะไรบ้าง

ขั้นตอนการทำใบอนุญาตขับขี่ มีอะไรบ้าง

ขั้นตอนการทำใบอนุญาตขับขี่ มีอะไรบ้าง ใบอนุญาตขับขี่ที่หลายๆท่านถือกันอยู่นั้น ได้รับการออกให้โดยกรมขนส่งทางบก ซึ่งทางกรมขนส่งทางบกถือว่าเป็นหน่วยงานหลักในการออกใบอนุญาตขับขี่ โดยใช้มาตรฐานสากลในการคัดกรองและออกเป็นใบอนุญาตขับขี่ให้ ซึ่ง รู้หรือไม่ว่า ….

ขั้นตอนการทำใบอนุญาตขับขี่ มีอะไรบ้าง และคุณสมบัติของผู้ที่จะสามารถขอรับใบอนุญาตขับขี่ได้นั้น มีอะไร สำหรับผู้ที่ยังไม่มีใบขับขี่ หรือผู้ที่มีใบขับขี่ แต่ลืมแล้ว 🤣




คุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาตขับขี่

1.มีความรู้ ความสามารถในการขับรถ

2.มีร่างกายสมบูรณ์ แข็งแรง

3.ไม่มีใบขับขี่ชนิดเดียวกันอยู่แล้ว

4.ไม่เป็นผู้ถูกยึด พักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ

5.มีอายุตามเกณฑ์ที่กำหนด





เอกสารที่ต้องเตรียมไปในการขอรับใบอนุญาต

1.บัตรประชาชนตัวจริง

2.เอกสารหนังสือใบรับรองแพทย์ (ต้องไปตรวจร่างกายที่สถานพยาบาลและขอแจ้งว่าจะนำไปสอบใบขับขี่)





ขั้นตอนในการขอรับใบอนุญาตขับขี่

  1. ทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย แบ่งออกเป็น 4 ประเภท

    1.1.ทกสอบการมองเห็นสัญญาณไฟจราจร
    1.2.ทดสอบสายตาทางลึก
    1.3.ทดสอบสายตาทางกว้าง
    1.4.ทดสอบปฎิกิริยาในการใช้เท้า = การเบรก นั้นเอง

ขั้นตอนนี้ถือเป็นด่านแรกในการทดสอบการขอรับใบอนุญาต ไม่ว่าคุณจะมาทำใบขับขี่ประเภทไหน ก็ต้องมาทดสอบด่านนี้ก่อน เพื่อเป็นการทดสอบความพร้อมของทางร่างกาย และทดสอบความพร้อมเบื้องต้น !!! หากไม่ผ่าน บททดสอบอื่นๆ ไม่ต้องพูดถีง เพราะคุณต้องกลับมาทำใหม่จนกว่าจะผ่าน



2. เข้ารับการอบรมภาคทฤษฎี จะใช้เวลาใการอบรม 5 ชั่วโมง แบ่งเป็น 4 เรื่อง หลักๆ

2.1. กฎหมาย
2.2. ป้ายจราจร
2.3. จิตสำนึกมารยาท
2.4. ข้อปฎิบัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิก

การเข้ารับอบรมถึง 5 ชั่วโมงนั้น จะเป็นการอบรมรวมทุกเรื่องที่คนขับรถทุกชนิดบนท้องถนนควรรู้ เพื่อเป็นการบอกถึงสิ่งสำคัญที่ควรคำนึงและปฎิบัติให้ถูกวิธี + หากไม่ปฏิบัติตาม จะมีคลิปอุบัติเหตุให้เราดู ตั้งแต่เล็กน้อย จนไปถึงอุบัติเหตุเสียชีวิต 😫



3. สอบข้อเขียนหรือสอบข้อทฤษฎี
จะเป็นการเอาข้อมูลทั้งหมดที่เราได้เข้าอบรม 5 ชั่วโมงไปนั้น มาออกสอบ จุดประสงค์เพื่อเสริมความรู้และเพื่อเป็นการชี้วัดว่าการที่อบรมไปแล้ว มันสามารถเอาออกมาใช้ได้จริง และทุกคนเข้าใจจริงๆ จะใช้สอบทั้งรถจักรยานยนต์และรถยนต์ ในยุคสมัยนี้การสอบจะมีรูปแบบที่ดีมากๆ โดยการที่นำอิเล็กเทอนิคเข้ามาช่วยในการสอบ ทำให้สะดวกและมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยเวลาในการทำข้อสอบจะใช้เวลา 60 นาที มีจำนวน 50 ข้อ โดยจะต้องผ่านอย่างน้อย 90% หรือ 45 ข้อ ขึ้นไป ถึงจะถือว่าการสอบข้อเขียนผ่านนั่นเอง



4. สอบการใช้งานจริง=สอบข้อปฎิบัติ
การสอบในเรื่องของข้อปฎิบัติจะเป็นออกเป็น 2 ประเภท คือ


1.รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล


ก่อนที่เราจะได้ลงสนามจริง ทางกรมขนส่งจะมีเป็นคลิปวีดีโอให้ได้ดูก่อนเบื้องต้น ในคลิปวิดีโอจะมีอยู่ 3 ท่า ที่สำคัญและใช้ในชีวิตประจำวันมากที่สุดให้เราปฎิบัติตาม และหลังจากวิดีโอจบลงก็จะมีเจ้าหน้าที่มาอธิบายถึงขั้นตอนการขับแบบในคลิปอีกครั้ง


ท่าที่ 1 จะเป็นท่าที่ต้องขับรถบนแท่งปูนที่ยกสูงขึ้นมา 2-3 เซ็นติเมตร หน้ากว้าง 30 เซ็นติเมตร และความยาว 15 เมตร ซึ่งเป็นการทดสอบการทรงตัวบนทางแคบ โดยห้ามให้เท้าลงพื้น และล้อรถไม่ตกลงจากทาง


ท่าที่ 2 จะเป็นทางโค้งซ้าย โค้งขวา เป็นรูปในลักษณะตัวเอส มีความกว้าง 2 เมตร และยาว 17 เมตร จะเป็นการทดสอบการทรงตัวของเรากับรถและเป็นการคอนโทรลรถไม่ให้เท้าของเราเตะลงพื้นตลอดเส้นทาง


ท่าที่ 3 จะเป็นการขับตามรูปสัญลักษณ์ตามป้ายและตามพื้นถนน เราจะต้องจำให้ได้ และทำตาม ถ้าผ่านทั้ง 3 ท่านี้ได้ ถือว่าการทดสอบข้อปฎิบัติผ่าน



2. รถยนต์ส่วนบุคคล


การสอบข้อปฎิบัติของรถยนต์กับรถจักรยานยนต์จะแตกต่างกันตรงที่บางพื้นที่จะใช้ระบบเซ็นเซอร์เข้ามาตัดสินในการสอบของรถยนต์ด้วย ซึ่งข้อดีของการใช้ระบบนี้จะดีตรงที่ว่า จะมีความชัดเจนและตรงทุกประการ จึงไม่ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ง่าย และก่อนที่จะได้เข้ารับการสอบ ทุกคนจะต้องลงทะเบียนและฟังกติกาในการใช้สนามสอบด้วย

สนามสอบรถยนต์ของกรมขนส่งทางบกจะออกแบบมาเพื่อรองรับการทดสอบ 7 ท่า ที่เป็นมาตรฐาน และเลือกมาเพียง 3 ท่า ที่สำคัญในการใช้สอบ

ท่าที่ 1 คือ การขับรถเดินหน้าหรือถอยหลังในทางตรง ในท่านี้ผู้เข้าสอบจะต้องบังคับรถในช่องทางเดินรถขนาดความกว้าง 2.5 เมตร และยาว 10-12 เมตร ในช่องทางเดินรถ ผู้สอบจะต้องบังคับรถโดยห้ามให้ล้อทับเส้นหรือเบียดกับหลักเสาด้านข้าง และที่สำคัญ อนุญาตให้เดินหน้าหรือถอยหลังได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น

ท่าที่ 2 คือ ท่าขับรถเดินหน้าและหยุดรถเทียบจอดด้านซ้าย เป็นการขับรถไปด้านหน้าเรื่อยๆและหยุดรถตามที่กำหนด แต่การหยุดรถนั้น รถจะต้องขนานกับขอบทางด้านซ้าย และมีความห่างจากขอบทางไม่เกิน 25 เซ็นติเมตร ส่วนด้านกันชนหน้า จะต้องอยู่ห่างจากจุดหยุดรถไม่เกิน 1 เมตร โดยท่านี้จะหยุดรถได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น

โดยท่าที่ 3 คือ ท่าขับรถถอยหลังเข้าจอดและออกจากช่องว่างทางด้านซ้าย ผู้เข้าสอบจะต้องนำรถเข้าจอดทางด้านซ้าย ในขนาดความยาวเท่าตัวรถบวกเพิ่ม 2.5 เมตร โดยจะมีเส้นกำหนดไม่ให้ล้อรถจอดทับเส้นทางด้านซ้ายและไม่ให้ชนหรือเบียด และเมื่อนำรถเข้าจอดได้แล้ว ก็สามารถ ถอยหรือเดินหน้าปรับให้รถอยู่ในตำแหน่งที่พอเหมาะได้ถึง 7 ครั้ง

แต่ในบางครั้ง บางหน่วยงาน ก็จะใช้ท่าที่มากกว่า 3 ท่า ที่ได้นำมาบอก อาจจะเป็นท่าหยุดรถ หรือท่าที่เกี่ยวกับเครื่องหมายจราจรนำมาประกอบการใช้สอบด้วยก็ได้


!!! สำหรับผู้ที่สอบไม่ผ่าน สามารถกลับมาทำสอบภาคปฏิบัติใหม่ได้ โดยไม่ต้องสอบข้อเขียน และหากผ่อนข้อใดข้อหนึ่ง ก็สอบแต่ข้อที่ไม่ผ่านเท่านั้น แต่ จะกำหนดระยะเวลาให้ หากไม่ผ่านเรื่อยๆ หรือ เกินกว่า 90วันไป จะต้องเริ่มนับ 1 ไม่ทั้งหมดโดยทันที

หากไม่ได้นำรถส่วนตัวมา สามารถขอเช่ายืมกับทางขนส่งได้เช่นกัน
โดยอัตราเช่า รถยนต์อยู่ที่ 100 บาท และรถจักรยานยนต์ 50 บาท
*หากการยืมเป็นเหตุให้รถได้รับความเสียหาย เราต้องเป็นผู้รับผิดชอบเองด้วยนะ*



ขั้นตอนการชำระเงินและออกบัตร (สำหรับผู้ที่ผ่านทุกอย่างแล้ว)



ด้วยความปรารถนาดีจาก เพจ ประกันรถถูกๆ ต่อง่ายๆ คุ้มครองเลย

สาระน่ารู้เรื่อง ประกันรถยนต์ที่ จริงจัง จริงใจ จริงจริง ♥

สนใจซื้อประกันรถยนต์ คลิ๊ก