ประกันภัยรถยนต์มีกี่ประเภท แต่ละประเภทคุ้มครองอย่างไร

ประกันภัยรถยนต์มีกี่ประเภท แต่ละประเภทคุ้มครองอย่างไร

ประกันภัยรถยนต์มีกี่ประเภท แต่ละประเภทคุ้มครองอย่างไร เมื่อพูดถึงเรื่องประกันภัยรถยนต์ หลายๆคนคงจะทราบอยู่แล้วว่า ทำประกันภัยรถยนต์เพื่ออะไร

แต่! ทราบหรือไม่ว่า? ประกันภัยรถยนต์แต่ละประเภทคุ้มครองไม่เหมือนกัน ทำให้ราคาค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ไม่เท่ากัน
และประกันภัยรถยนต์ประเภทไหน จะคุ้มครองแบบไหนอย่างไร เจเจเจอินชัวร์ (JJJ insur) พามาหาคำตอบ


ประกันภัยรถยนต์ แบ่งออกเป็น 5 ประเภท

ประกันภัยรถยนต์มีกี่ประเภท แต่ละประเภทคุ้มครองอย่างไร = การคุ้มครองของประกันภัยรถยนต์จะอยู่ มี 5 ประเภท
ตามหลักของการคุ้มครองประกันภัยรถยนต์ในเอกสารกรมธรรม์ จะไม่มีการเรียกประกันภัยรถยนต์เป็นชั้นๆ ว่า รถคันนี้ทำประกันชั้น 1
รถคันนี้ทำประกันชั้น 2 หรือ รถคันนี้ทำประกันชั้น 2+ , 3+ แต่ที่เราเรียกหรือคุ้นชินกันมาโดยตลอด
ทำให้การเรียกหรือบอกกล่าวเรื่องของประกันภัยรถยนต์ กลายเป็นการแบ่งหรือเรียกเป็นชั้นไปโดยปริยาย

! แต่ ไม่ใช่เรื่องที่ผิดหรือไม่ถูกต้องไปสะทีเดียว ถ้าหากว่า การเรียกประกันภัยรถยนต์เป็นชั้นๆ
ทำให้เราเข้าใจหรือรู้เรื่องของการคุ้มครองโดยแท้จริง ก็สามารถอิงกับประเภทของประกันภัยรถยนต์ ตามหลักของแต่ละประเภทได้เช่นกัน


การคุ้มครองแต่ละประเภท

เพื่อความเข้าใจที่รวดเร็วเรียบง่าย เรามาดูความคุ้มครองของประกันภัยรถยนต์แต่ละประเภท
ในเรื่องของการคุ้มครอง (รถของเราเอง) ก่อนว่า ทำประกันภัยรถยนต์ประเภทใด
จะคุ้มครองรถของเราแบบไหน หรือ ไม่คุ้มครองแบบไหน




ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1

ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 = ให้ความคุ้มครองรถของเราในทุกกรณี ในประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 จะมีค่า *ความเสียหายตัวรถยนต์*
หมายความว่า หากรถของเราได้รับความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุจากอะไร
บริษัทประกันภัย จะให้ความคุ้มครองรถของเราตามวงเงินในกรมธรรม์ (ตามทุนประกัน)
เช่น ถอยรถไปชนกับกำแพง , รถเสียหลักลงข้างทาง , เฉี่ยวชนขอบฟุตบาท หรือรถได้รับความเสียหายผิดไปจากเดิม ก่อนการทำประกัน

ความเสียหายลักษณะนี้ จะเรียกว่าความเสียหายแบบ (ไม่มีคู่กรณี)
คู่กรณีหมายถึง บุคคลอีกฝ่าย ซึ่งมีเรื่องเกี่ยวพันกัน
ความเสียหายลักษณะนี้ จะเรียกว่าความเสียหายแบบ (ไม่มีคู่กรณี)
คู่กรณีหมายถึง บุคคลอีกฝ่าย ซึ่งมีเรื่องเกี่ยวพันกัน


ทุกปัญหาเหล่านี้ ในประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 จะให้ความคุ้มครองทั้งหมด
รวมถึงเรื่อง รถสูญหาย ,ไฟไหม้ . ถูกปล้นทรัพย์ , ชิงทรัพย์ , ยักยอกทรัพย์ , และภัยธรรมชาติ , น้ำท่วม
* ภัยก่อการร้าย * ขึ้นอยู่กับแบบแผนของแต่ละบริษัทประกันภัยที่ตกลงจะคุ้มครองหรือไม่คุ้มครองตามกรมธรรม์ (ร.ย.30)

ส่วนเรื่องที่ ประกันยกเว้น ,ไม่คุ้มครองให้ ในเรื่อง *ความเสียหายต่อตัวรถยนต์* มีอยู่ 5 ข้อ !!!

  • การเสื่อมราคา หรือการสึกหรอของรถยนต์ อันมิได้เกิดจากอุบัติเหตุ เพราะ … คลิก
  • การแตกหักของเครื่องจักรกลไกของรถยนต์ หรือการเสีย หรือการหยุดเดินของเครื่องจักรกลไก หรือเครื่องไฟฟ้าของรถยนต์อันมิได้เกิดจากอุบัติเหตุ
  • ความเสียหายโดยตรงต่อรถยนต์ อันเกิดจากการบรรทุกน้ำหนัก หรือจำนวนผู้โดยสารเกินกว่าที่ได้รับอนุญาต อันมิได้เกิดจากอุบัติเหตุ
  • ความเสียหายต่อยางรถยนต์ อันเกิดจากการฉีดขาดหรือการระเบิด เว้นแต่กรณีมีความเสียหายเกิดขึ้นต่อส่วนอื่นของรถยนต์ในเวลาเดียวกัน รายละเอียด … คลิก
  • ความเสียหายอันเกิดจากการขาดการใช้รถยนต์ เว้นแต่การขาดการใช้รถยนต์นั้นเกิดจากบริษัทประวิงการช่อม หรือซ่อมล่าช้าเกินกว่าที่ควรจะเป็น โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร คือ … คลิก

สรุป ทั้งหมดในความคุ้มครองของประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 ถือเป็นความคุ้มครองที่ครอบคลุมที่สุดในการทำประกันภัยรถยนต์
เพราะ ไม่ว่าจะเกิดอุบัติเหตุในลักษณะใด ทั้งแบบมีคู่กรณีหรือไม่มีคู่กรณี บริษัทประกันให้ความคุ้มครองมากกว่าประกันภัยรถยนต์ประเภทอื่นๆ

ซึ่ง ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 เหมาะกับมือใหม่ที่เพิ่งมีประสบการณ์ในการขับขี่ หรือผู้ที่มีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุสูง
ทั้งในด้านการใช้งานและนิสัยของผู้ขับขี่ ส่วนใหญ่ จะถูกแถมให้ตอนออกรถ (ป้ายแดง) และสามารถทำได้ยาวนานสูงสุดถึง 15 ปี




ประกันภัยรถยนต์ประเภท 2

ประกันภัยรถยนต์ประเภท 2 = ให้ความคุ้มครองรถของเรา กรณีเกิดเหตุ รถยนต์สูญหาย , ไฟไหม้ , ถูกชิงทรัพย์ , ถูกปล้นทรัพย์ , หรือถูกยักยอกทรัพย์ เท่านั้น !!!
หากสังเกตในกรมธรรม์ จะไม่มีความคุ้มครองเรื่องของ *ความเสียหายต่อตัวรถยนต์* เพราะประกันภัยรถยนต์ประเภท 2 จะให้ความคุ้มครองรถดังกล่าว ตาม (ทุนประกัน) เพียงอย่างเดียว

การถูกชิงทรัพย์,ปล้นทรัพย์,และยักยอกทรัพย์ ต้องเกิดจากบุคคลอื่นๆ ซึ่งไม่เกี่ยวเนื่องใดๆกับผู้เอาประกันภัย ทั้งคนค้ำ หรือสามีภรรยา ทั้งจดทะเบียนและไม่ได้จดทะเบียน
การถูกชิงทรัพย์,ปล้นทรัพย์,และยักยอกทรัพย์ ต้องเกิดจากบุคคลอื่นๆ ซึ่งไม่เกี่ยวเนื่องใดๆกับผู้เอาประกันภัย

ในเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจาก รถหาย ,ไฟไหม้ , ถูกชิงทรัพย์ , ถูกปล้นทรัพย์ , ถูกยักยอกทรัพย์ ประกันภัยประเภท 2 ไม่คุ้มครองรถของเรา
!!! แต่ ความเสียหายในเรื่องดังกล่าว ไม่จำเป็นจะต้องหายไปทั้งคัน หรือไฟไหม้เสียหายทั้งคัน (สูญหาย,เสียหายบางส่วน) ก็ได้รับความคุ้มครอง


สรุป ทั้งหมดในความคุ้มครองของประกันภัยรถยนต์ประเภท 2 จะคุ้มครองรถของเรา เฉพาะเรื่อง รถหาย,ไฟไหม้,ถูกชิงทรัพย์,ถูกปล้นทรัพย์,ถูกยักยอกทรัพย์
หากเป็นเรื่องอื่นๆนอกเหนือจากนี้ เช่น รถชนรถ หรือชนสิ่งอื่นๆ ที่ไม่ใช่รถ ไม่มีคู่กรณี = ไม่คุ้มครอง !!!

ซึ่ง ประกันภัยรถยนต์ประเภท 2 ผู้ใช้รถหรือผู้ที่เลือกทำประเภทนี้มีไม่มากนัก เพราะความคุ้มครองไม่ครอบคลุมในเรื่องอื่นๆ
อีกทั้งราคาค่าเบี้ยก็ไม่ได้ต่ำสะทีเดียว ส่วนใหญ่แล้ว ผู้ที่ทำประกันภัยรถยนต์ประเภท 2 มักจะเป็นผู้ที่ออกรถมือสอง หรือกำลังจะต้องนำรถเข้าไฟแนนซ์
โดยทางธนาคาร-ไฟแนนซ์ จำเป็นต้องให้รถคันที่ขอสินเชื่อ มีประกันภัยรถยนต์ กรณี รถยนต์สูญหาย,ไฟไหม้ เป็นอย่างน้อย
เพื่อเป็นหลักประกันแบบเริ่มต้น ของการทำธุรกรรมทางการเงิน ,ในการขอสินเชื่อต่างๆ นั่นเอง





ประกันภัยรถยนต์ประเภท 3

ประกันภัยรถยนต์ประเภท 3 = ไม่มีการคุ้มครอง รถของเรา ในทุกกรณี ไม่ว่าจะเกิดอุบัติเหตุลักษณะใดๆก็ตาม ทั้งฝ่ายผิดและฝ่ายถูก ?
รถของเรา จะไม่ได้รับการคุ้มครองหรือไม่มีการคุ้มครองรถอยู่ รวมถึง เหตุที่เกิดจากผู้อื่นเป็นฝ่ายผิดหรือฝ่ายประมาทด้วย
เช่น รถถูกชนจากผู้อื่น และได้รับความเสียหายโดยเป็นฝ่ายถูก แต่ประกันภัยรถยต์ที่ทำไว้ เป็นประกันภัยรถยนต์ประเภท 3
ถือว่า ไม่อยู่ในการคุ้มครองของการทำประกันประเภทนี้ เพราะ ประกันภัยรถยนต์ประเภท 3 ไม่มีการคุ้มครองใดๆในทุกๆเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับ รถของผู้เอาประกันหากเกิดอุบัติเหตุโดยที่เป็นฝ่ายถูก ต้องเรียกร้องหรือจัดการเอง !!!!

สรุป ทั้งหมดในความคุ้มครองของประกันภัยรถยนต์ประเภท 3 ไม่มีความคุ้มครองในเรื่อง รถของเราเองทุกกรณี

ซึ่ง
ประกันภัยรถยนต์ประเภท 3 ส่วนใหญ่ผู้ที่เลือกทำ มักจะมีรถหลายคัน หรือคันที่เลือกทำ แทบจะไม่ได้ใช้งานหรือใช้น้อยมากๆ
และจอดอยู่ในสถานที่ปลอดภัย ไม่มีความเสี่ยงในการเกิดเหตุรถหาย ,ไฟไหม้
อีกทั้ง ตัวผู้ขับขี่เอง มีประสบการณ์หรือความระมัดระวังเป็นอย่างดี เน้นทำประกันภัยเพื่อป้องกันผู้อื่นเป็นพอ








ประกันภัยรถยนต์ประเภท 4

ประกันภัยรถยนต์ประเภท 4 = ไม่มีการคุ้มครองในส่วนของตัวรถยนต์ทุกกรณี ไม่ว่าจะเกิดอุบัติเหตุลักษณะใดๆก็ตาม ทั้งฝ่ายผิดและฝ่ายถูก ?
เช่นเดียวหรือแบบเดียวกับประกันภัยรถยนต์ประเภท 3 คือ ไม่คุ้มครองทุกเรื่องที่เกี่ยวกับรถของเราเลยทุกกรณี
และยิ่งกว่า คือ การคุ้มครองของประกันภัยรถยนต์ประเภท4 จะคุ้มครองแค่เรื่อง ทรัพย์สินบุคคลภายนอก เท่านั้น
เรื่องอื่นๆ ทั้งค่ารักษาพยาบาล ประกันตัวผู้ขับขี่ ชีวิตบุคคลภายนอก ไม่มีความคุ้มครองนี้อีกด้วย !!!!


สรุป ทั้งหมดในความคุ้มครองของประกันภัยรถยนต์ประเภท 4 ไม่มีความคุ้มครองในเรื่อง รถของเราเองทุกกรณี

ซึ่ง ประกันภัยรถยนต์ประเภท 4 หลายๆคนคงจะไม่เคยเจอหรือได้ยิน เนื่องด้วยความคุ้มครองที่น้อยมากๆ จนทำให้ไม่เป็นที่นิยมหรือมีผู้เลือกทำประกันประเภทนี้ และส่วนใหญ่ หลายๆบริษัทประกันภัยเอง ก็ไม่ออกหรือไม่มีแบบแผนสำหรับประกันภัยรถยนต์ประเภท 4 ด้วยเช่นกัน
เพราะประกันภัยรถยนต์ประเภท 3 ให้ความคุ้มครองที่มากกว่า และราคาค่าเบี้ยประกันภัยใกล้เคียงกันกว่าด้วยนั่นเอง






ประกันภัยรถยนต์ประเภท 5

ประกันภัยรถยนต์ประเภท 5 = เป็นประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองแบบเฉพาะภัย โดยมีความคุ้มครองผสมระหว่างประกันภัยรถยนต์ประเภท 2 และ 3 อยู่ด้วย
คือ ประกันภัยรถยนต์ประเภท 5 จะให้ความคุ้มครองรถของเราต่อเมื่อ รถเกิดอุบัติเหตุ เนื่องจากการชนกับยานพาหนะทางบก ยานพาหนะทางบก คือ .. คลิก
หากให้เข้าใจง่ายๆ หมายถึง ประกันจะคุ้มครองรถของเรา ให้เฉพาะกรณีเกิดเหตุรถชนรถ โดยรถที่วิ่งกันตามท้องถนนถือว่าเข้าเงื่อนไขเกือบทั้งหมด

ความเสียหายลักษณะนี้ จะเรียกว่าความเสียหายแบบ (มีคู่กรณี)
คู่กรณีหมายถึง บุคคลอีกฝ่าย ซึ่งมีเรื่องเกี่ยวพันกัน
ความเสียหายลักษณะนี้ จะเรียกว่าความเสียหายแบบ (มีคู่กรณี)
คู่กรณีหมายถึง บุคคลอีกฝ่าย ซึ่งมีเรื่องเกี่ยวพันกัน


!!! แต่ ไม่รวมถึงรถจักรยาน และรถเข็นเด็ก , รถเข็นผักนะจ๊ะ 😅 ถ้าเป็นรถที่มีแผ่นป้ายทะเบียน เสียภาษี หรือ เคยเสียภาษี ประกันก็คุ้มครองแล้ว
ไม่ว่าเราจะขับไปชนคันอื่น หรือ คนอื่นจะมาชนรถของเรา ทั้งฝ่ายผิดและฝ่ายถูก ประกันจะให้ความคุ้มครอง (ตามทุนประกัน)
รวมถึง กรณีอื่นๆที่เป็นเหตุมาจากรถ เช่น ถูกเฉี่ยวชน ,ถูกถอยชนจากรถคันอื่น , ถูกตัดหน้า , รถไหลชนกัน , หรือแม้กระทั่ง ถูกชนแล้วหนี
ปัญหาเหล่านี้ ล้วนเกิดจาก คู่กรณี *** หากมีคู่กรณี *** ประกันภัยรถยนต์ประเภท 5 จะให้ความคุ้มครองตามเงื่อนไขที่เรียกว่า คุ้มครองแบบเฉพาะภัย

และในประกันภัยรถยนต์ประเภท 5 นี้ จากที่กล่าวข้างต้น เป็นประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองแบบผสมระหว่างประกันภัยประเภท 2 และประเภท 3
!! ผสมยังไง ? จากเดิม ประกันภัยรถยนต์ประเภท 3 ไม่มีความคุ้มครองในเรื่อง รถของเรา แต่ในประเภท 5 นี้ มีการคุ้มครองรถของเรา จากเหตุรถชนรถ
ทำให้ ในเรื่องของการคุ้มครองยกระดับขึ้นมา เรียกว่า 3+ นั่นเอง

และในประกันภัยรถยนต์ประเภท 5 นี้ จากที่กล่าวข้างต้น คงรู้กันแล้วใช่ไหมว่า ถ้าเป็นประกัน 2+ จะมาจากอะไร และคุ้มครองอย่างไร … ?
!! ใช่แล้ว ประกันภัยรถยนต์ 2+ มาจากการคุ้มครองของประกันภัยประเภท 2 ที่ให้ความคุ้มครองรถของเราในเรื่อง รถหาย ,ไฟไหม้ ,ถูกชิงทรัพย์ , ถูกปล้นทรัพย์ , ถูกยักยอกทรัพย์ แต่มีการผสมหรือการคุ้มครองแบบเฉพาะภัย คือ รถชนรถ เพิ่มขึ้นมา ทำให้ประกันภัยประเภท 2
จาก2ธรรมดา ที่ไม่ได้คุ้มครองเรื่องรถชนรถ เปลี่ยนเป็น 2ไม่ธรรมดา คือ คุ้มครองทั้งรถหายไฟไหม้และรถชนรถ หรือเรียกว่าเป็น 2+ นั่นเอง



สรุป ทั้งหมดในความคุ้มครองของประกันภัยรถยนต์ประเภท 5 จะคุ้มครองรถของเราแบบเฉพาะภัย คือ คุ้มครองรถชนรถ ทั้งแบบ 2+ และ 3+
ส่วน เรื่องการคุ้มครอง รถหาย , ไฟไหม้ , ถูกชิงทรัพย์ , ถูกปล้นทรัพย์ , ถูกยักยอกทรัพย์ จะคุ้มครองในประกันภัย ( 2+ )

ซึ่ง ประกันภัยรถยนต์ประเภท 5 เหมาะกับผู้ขับขี่รถทุกคน (ยกเว้นมือใหม่หัดขับ) เพราะ ราคาค่าเบี้ยประหยัด แถมความคุ้มครองค่อนข้างครอบคลุม
หากเลือกเป็นประกันภัย 2+ จัดได้ว่า เป็นประกันที่มีความคุ้มครองลดลงมาจากประกันภัยประเภท 1 แค่เรื่องเดียว
คือ ไม่มีความคุ้มครอง *ความเสียหายต่อตัวรถยนต์* และความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่ มักเกิดเหตุอันเนื่องมาจากรถชนรถด้วยกันมากที่สุด
หากเราทำประกันภัยประเภทอื่นๆ ที่ไม่ใช่ประกันประเภท 1 จะไม่มีความคุ้มครองรถของเราในเรื่อง รถชนรถ
ทำให้ประกันภัยรถยนต์ประเภท 5 ทั้งแบบ 2+ และ 3+ เป็นที่นิยมมากที่สุด และสามารถทำได้สูงสุดถึง 25ปี (บางบริษัทไม่จำกัดอายุรถอีกด้วย)



หากแสดงออกมาเป็นตารางความคุ้มครอง ในการเปรียบเทียบแต่ละประเภท เรื่องของ
การคุ้มครองรถของเรา
โดยไม่นับและตัดประกันภัยรถยนต์ประเภท 4 ออก จะแสดงได้เป็นตามตารางนี้

 ตารางเปรียบเทียบความคุ้มครองรถผู้เอาประกันภัย ในแต่ละประเภท จาก เจเจเจอินชัวร์ (JJJ insur)
ตารางเปรียบเทียบความคุ้มครองรถผู้เอาประกันภัย ในแต่ละประเภท จาก เจเจเจอินชัวร์ (JJJ insur)
* ทางหน้าระบบเช็กเบี้ยต่อประกัน จะไม่มีประกันประเภท 2 และ 4 *




การคุ้มครองเรื่องอื่นๆ

จากที่พูดถึงการคุ้มครองในเรื่อง (รถของเรา) เรียบร้อย ว่าประกันประเภทไหน คุ้มครองหรือไม่คุ้มครองรถของเราแบบไหน
รู้หรือไม่ว่า ในการทำประกันภัยรถยนต์ทุกประเภท จะมีความคุ้มครองเรื่องอื่นๆให้อีก !!!
หากตัดหรือไม่นับในส่วนของ ประกันภัยประเภท 4 ที่มีความคุ้มครองน้อยที่สุดแล้ว


คือ ทุกประเภทของประกันรถยนต์ จะให้ความคุ้มคุ้มครองที่เหมือนกันอยู่ 5 ข้อ
ไม่ว่าจะเลือกทำประกันรถยนต์ประเภทไหนก็ตาม ประกันจะคุ้มครองให้

การคุ้มครองของแต่ละเหตุการณ์ คุ้มครองตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง (ไม่เกินวงเงินในกรมธรรม์)

1.ชีวิต *บุคคลภายนอก* = คุ้มครองกรณี (ขับรถชนผู้อื่น เป็นเหตุให้ผู้อื่น ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต) บุคคลภายนอก คือใคร … คลิก

2.ทรัพย์สิน *บุคคลภายนอก* = คุ้มครองกรณี (ขับรถชนทรัพย์สินผู้อื่นได้รับความเสียหาย เช่น รถ,ร้านค้า,บ้าน,และอื่นๆที่มีมูลค่า) ไม่รวมทรัพย์สินของผู้เอาประกัน

3.สินไหมอุบัติเหตุ *บุคคลภายในรถ* = คุ้มครองกรณี (ผู้ขับขี่และผู้โดยสารที่อยู่ในรถ เกิดเหตุ เสียชีวิต,สูญเสียอวัยวะ,ทุพพลภาพถาวร)

4.ค่ารักษาพยาบาล *บุคคลภายในรถ* = คุ้มครองกรณี (ผู้ขับขี่และผู้โดยสารที่อยู่ในรถ ได้รับบาดเจ็บ,ต้องรักษาตัวในสถานพยาบาล) *เบิกหลังจากส่วนเกิน พ.ร.บ.

5.การประกันตัว *ผู้ขับขี่* = คุ้มครองกรณี (ผู้ขับขี่ถูกควบคุมตัว,ถูกฟ้องร้องในคดีอาญา เช่น ขับรถชนผู้อื่นบาดเจ็บหรือเสียชีวิต และถูกคู่กรณี ส่งฟ้อง)

5 ข้อ !!! ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นความคุ้มครองที่มีอยู่ในประกันภัยรถยนต์ทุกประเภท (ยกเว้นประเภท 4)

ฉะนั้นแล้ว มั่นใจได้เลยว่า หากคุณทำประกันภัยรถยนต์ประเภทใดก็ตาม (ยกเว้นประเภท 4) การคุ้มครองในส่วนของผู้อื่น ทั้งชีวิตคนอื่น ทรัพย์สินคนอื่น = ประกันจ่าย แถมยังมีการคุ้มครองในเรื่องของ อุบัติเหตุภายในรถทั้งเงินสินไหมและค่ารักษาพยาบาล กรณีได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตสำหรับฝั่งผู้ทำประกัน ที่สำคัญ มีเงินประกันตัวผู้ขับขี่ ในการต่อสู้คดี โดยบริษัทประกันภัยจะต้องร่วมสู้หรืออยู่ฝ่ายเราจนกว่าจะจบคดีอย่างถึงที่สุดตามวงเงินประกันตัวอีกด้วย

แต่ระวัง !!! หรือควรทราบเอาไว้ว่า มีเหตุที่ประกันภัยทุกบริษัทประกันจะไม่คุ้มครองเราอยู่ด้วย มีกรณีอะไรบ้าง …. คลิก หลักๆแล้ว หากเราไม่ได้ทำผิดกฏหมาย , ผิดเงื่อนไขกรมธรรม์ ไม่ต้องกังวลเลยว่า ประกันจะไม่คุ้มครอง เพราะถ้าบริษัทประกันภัยหัวหมอหรือไม่ยุติธรรมกับเรา สามารถร้องเรียนได้ที่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (หรือที่เรียกว่า คปภ.)
เพื่อดำเนินการเรียกร้องสิทธิประโยชน์ของเรา และให้บริษัทประกันภัยถูกตรวจสอบจากการเอาเปรียบหรือถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้เช่นกัน


เพียงเท่านี้ก็รู้แล้วว่า ประกันภัยรถยนต์มีกี่ประเภท แต่ละประเภทคุ้มครองอย่างไร
จะเลือกทำประกันภัยรถยนต์ประเภทใด ที่จะเหมาะสมกับเรามากที่สุด
เก็บคำตอบนั้นไว้ใจ แล้วเข้าไปเช็กเบี้ยประกันภัยแต่ละประเภทได้เลยครับ



ด้วยความปรารถนาดีจาก เพจ ประกันรถถูกๆ ต่อง่ายๆ คุ้มครองเลย

สาระน่ารู้เรื่อง ประกันรถยนต์ที่ จริงจัง จริงใจ จริงจริง ♥

สนใจซื้อประกันรถยนต์ คลิ๊ก